อันดับแรก ก่อนที่ผู้ประกอบการจะเริ่มทำธุรกิจโฮมสเตย์ ควรพิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่างๆในชุมชนนั้นว่า มีความพร้อมเพียงพอที่จะเปิดให้บริการที่พักโฮมสเตย์หรือไม่...
ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่น และมีความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อม ?
ความพร้อมในด้านการบริหารจัดการ และการบริการด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว อาทิ จุดบริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายของที่ระลึก บริการด้านการคมนาคมขนส่ง การพัฒนาเส้นทางศึกษาแหล่งท่องเที่ยว ป้ายบอกเส้นทางท่องเที่ยว ฯลฯ ?
มีกิจกรรมภายในชุมชน ตามสภาพพื้นที่ และภูมิประเทศ เช่น เดินป่า ตกปลา ขี่ม้า ปีนเขา ขี่จักรยาน การทำการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ (สวนดอกไม้ สวนผลไม้ โรงเรือนเพาะเห็ด กระชังเลี้ยงปลา การตกปลา/ไดหมึก การเลี้ยงสัตว์ ปลูกป่า ฯลฯ) การประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น (ทำน้ำตาล ทำกะปิ ทำขนมไทย ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ฯลฯ) งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน (การทำร่ม งานปั้น งานเพ้นท์ งานทอผ้า ฯลฯ) และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งล้วนสามารถจัดเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวภายในชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสร้างประสบการณ์ใหม่ได้ ?
ชุมชนหรือผู้ประกอบการ สามารถจัดหาผู้ทำหน้าที่นำเที่ยว ซึ่งควรต้องมีความรอบรู้ในด้านต่างๆของชุมชนโดยอาจเป็นคนในชุมชนเอง ซึ่งสามารถอธิบาย/ชี้แจง และตอบคำถาม แก่นักท่องเที่ยวได้ ?
มีความร่วมมือกันของคนในชุมชน องค์กร และหน่วยงานในท้องถิ่น ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน โดยมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันในด้านต่างๆ ได้แก่ แผนการส่งเสริมการท่องเที่ยว แผนการรักษาสภาพแวดล้อมในชุมชน และแผนการกำจัดขยะ/น้ำเสีย/มลพิษ ?
การจัดตั้ง และการขออนุญาตธุรกิจโฮมสเตย์มาตรฐานไทย ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมารองรับโดยตรง ดังนั้น หากผู้ประกอบการรวมกลุ่มร่วมกับคนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้กลุ่มเข้าจดทะเบียนกับสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะมีการประเมินหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย (พ.ศ. 2551) และมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ให้ชุมชนที่ผ่านการประเมิน ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานโฮมสเตย์ของชุมชนให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นการประกันคุณภาพธุรกิจโฮมสเตย์ของผู้ประกอบการด้วย โดยหลักเกณฑ์การประเมินจะครอบคลุมปัจจัย 10 ด้าน ดังนี้
1. ด้านที่พัก ห้องพักต้องมีความสะอาด มีการถ่ายเทของอากาศ มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดเป็นส่วน มีความเป็นส่วนตัว/มิดชิด พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ที่จำเป็นเตรียมไว้ให้แก่ผู้เข้าพัก รวมถึงมีการดูแลรอบบริเวณที่พัก อาทิ ทางเดิน สวน ต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ลานบ้าน ฯลฯ ซึ่งจัดให้เป็นระเบียบสวยงาม
2. ด้านอาหารและโภชนาการ การจัดเตรียมอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัยและมีโภชนาการ โดยอาจจัดทำเป็นอาหารพื้นบ้าน ที่ใช้วัตถุดิบสดและสะอาด ที่เก็บมาจากสวนผักปลอดสารพิษภายในบริเวณบ้าน หรือผลผลิตของเกษตรกรในชุมชน ก็จะยิ่งเป็นการช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
3. ด้านความปลอดภัย ผู้ประกอบการต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงมีแผน
เตรียมพร้อมรับมือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น อาทิ เครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น และเบอร์ติดต่อสถานพยาบาลในพื้นที่
4. ด้านอัธยาศัยไมตรีของเจ้าบ้าน และสมาชิก ต้องมีความเต็มใจต้อนรับ และพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ตามวิถีชุมชนเสมอ
5. ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว ต้องมีการจัดรายการนำเที่ยวในชุมชน โดยนำเสนอกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว ด้วยการประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆในชุมชน
6. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม มีกิจกรรมนำเที่ยวแหล่งท่องเที่ยว โดยตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การให้คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติแก่นักท่องเที่ยวเพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกิจกรรมในการช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวลดล้อม อาทิ ปลูกป่าชายเลน หรือปลูกปะการังเทียม
7. ด้านวัฒนธรรม ชุมชนมีการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม และไม่บิดเบือนไปจากวิถีจริง
8. ด้านการสร้างคุณค่าและมูลค่าผลิตภัณฑ์ในชุมชน ใช้วัสดุในท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้า เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว และจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ รวมถึงการแปรรูปจำหน่าย
9. ด้านการบริหารของกลุ่มโฮมสเตย์ มีการวางแผนงาน และจัดแบ่งงานในด้านต่างๆอย่างเหมาะสม
10. ด้านการประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม มีการเลือกช่องทางการทำตลาดที่หลากหลาย และสามารถเข้าถึง
นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการทำเอกสารประชาสัมพันธ์ ซึ่งอาจฝากวางไว้ตามศูนย์ข้อมูล
นักท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือแหล่งท่องเที่ยว หรือหากมีการจดทะเบียนกลุ่มโฮมสเตย์กับสำนักพัฒนาการ
ท่องเที่ยวแล้ว ก็เป็นการประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่การทำตลาดผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเซียลเน็กเวิร์ก ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจโฮมสเตย์แนวประยุกต์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
แผนการดำเนินงานของธุรกิจโฮมสเตย์
ปัจจัยสู่ความเร็จของธุรกิจ
การจัดการทรัพยากรบุคคล (จัดวางตำแหน่ง ในจำนวนที่เหมาะสม) : ดำเนินการเองในครอบครัว หรือจ้างคนในท้องถิ่น ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ กิจกรรม ร้านค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ
วางโปรแกรมกำหนดเส้นทางนำเที่ยว ชมแหล่งท่องเที่ยว และทำกิจกรรมในชุมชน ประสานงานกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว ร้านค้า ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร แหล่งผลิตอาหาร/สินค้าพื้นบ้าน ฯลฯ วางแผนการเปิดตัวธุรกิจ และวางแผนการตลาด ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ ทางเว็บไซต์/อินเทอร์เน็ต เครือข่ายชุมชน และ หน่วยงานส่งเสริม ฯลฯ เก็บข้อมูลลูกค้าที่เข้าพัก และสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับลูกค้า
โดยประเมินผลเป็นระยะ จากการสำรวจความพอใจ และความต้องการของลูกค้า รวมถึงข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาบริการต่อไป
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ผู้ประกอบการยังควรให้ความสำคัญในงานด้านการบริการภายในที่พักด้วย เนื่องจากเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าพัก อาทิ การจัดเตรียมอาหาร/เครื่องดื่ม การทำความสะอาดสถานที่ (ห้องพัก รวมถึงการตกแต่งสวนโดยรอบ) ฝ่ายงานต้อนรับลูกค้า(อาจเป็นเจ้าของบ้านเอง) ด้านข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมท่องเที่ยวและกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ โดยพนักงาน/เจ้าบ้านทุกคนควรจะสามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้ในทุกเรื่องที่ลูกค้าสอบถามนอกจากขั้นตอนข้างต้นดังกล่าวมาแล้ว ผู้ประกอบการควรวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
Product/Place – ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ถึงความโดดเด่นในพื้นที่ ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวประเภทใด อาทิ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (ทะเล ภูเขา น้ำตก ป่าชายเลน) หรือแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากการจัดการรวมกลุ่มของชุมชน (ตลาดน้ำ ตลาดเก่าในชุมชน) ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มใด อาทิ ทางภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาพักนักระยะยาว ต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว ท่ามกลางธรรมชาติ หรือหากเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อาทิ ตลาดน้ำชุมชน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวคนไทย วันรุ่น วัยทำงาน กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการท่องเที่ยวกับเพื่อนคนรัก ครอบครัว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เดินทางไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก และพักผ่อนแค่ช่วงสั้นๆ แต่ชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือเที่ยวชมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ในวันหยุด เป็นต้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรออกแบบห้องพักให้ตรงตามความต้องการของผู้เข้าพัก หรือจัดเตรียมพนักงานต้อนรับที่สามารถสื่อสารในภาษาต่างชาติได้ (กรณีที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้าไป)
Price – การตั้งราคาค่าห้องพัก ผู้ประกอบการต้องพิจารณาจากรูปแบบบริการของธุรกิจว่า จัดสร้างในรูปแบบใด เป็นโฮมสเตย์แบบพื้นบ้านดั้งเดิม หรือเป็นแนวประยุกต์ที่มีการตกแต่งให้แปลกใหม่ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็จะแตกต่างกันไปด้วย และควรเปรียบเทียบระดับราคากับผู้ประกอบการรายอื่นๆในกลุ่มตลาดเดียวกัน แต่ทั้งนี้ โฮมสเตย์ส่วนใหญ่จะให้บริการห้องพักควบคู่กับจัดทำโปรแกรมนำเที่ยวในท้องถิ่นแก่ผู้เข้าพัก ที่อาจรวมค่าอาหารทุกมื้อไว้ด้วยแล้ว จึงขึ้นอยู่กับการวางแผนการตลาดของผู้ประกอบการด้วย
Promotion – ช่องทางการทำตลาด และการส่งเสริมการขายของธุรกิจ ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยว/ผู้เข้าพัก รู้จักธุรกิจโดยทราบถึงรายละเอียด รูปแบบการตกแต่งห้องพัก กิจกรรม และบริการต่างๆของธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจโฮมสเตย์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น มีข้อจำกัดในด้านการใช้งบการตลาดที่ไม่สูงมากนัก จึงต้องเลือกช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง อาทิ การจัดทำแผ่นพิมพ์จัดวางตามหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น การร่วมเป็นสมาชิกกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเพื่อทำการตลาดร่วมกัน รวมถึงอาศัยช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเซียลเน็กเวิร์ก เป็นต้น ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะพิจารณาแล้วว่า ปัจจัยแวดล้อมต่างๆของชุมชนมีความเหมาะสมที่จะลงทุนทำธุรกิจโฮมสเตย์ได้ แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนี้ ที่ไม่ควรมองข้ามไป คือ ความร่วมมือจากคนในชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายบริการท่องเที่ยวที่ครบวงจร ซึ่งเกี่ยวโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ อาทิ ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร บริการนำเที่ยว การเกษตร/ประมง/แปรรูปในชุมชน ศูนย์หัตถกรรม/งานฝีมือ/งานประดิษฐ์ การทำขนม/อาหารท้องถิ่น ฯลฯ เพราะต้องอาศัยการวางแผนการตลาดร่วมกันของชุมชน และผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย รวมทั้งวางแนวทางการบริหารเครือข่ายที่ครอบคลุมในระยะยาว อาทิ การควบคุมความหนาแน่นของที่พัก ตลอดจนบริการด้านต่างๆด้วยจำนวนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัว หรือเป็นสาเหตุของการตัดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในชุมชนตามมาภายหลัง
อย่างไรก็ตาม สำหรับในบางพื้นที่ เมื่อถึงช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจเบาบางลง จนส่งผลต่อรายรับของผู้ประกอบการมีไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจโฮมสเตย์ จึงพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาชีพโฮมสเตย์ควรทำเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ที่นอกเหนือจากอาชีพหลักที่ทำอยู่เดิม แต่สามารถนำแนวทางการทำอาชีพหลักไปปรับใช้ให้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันกับธุรกิจโฮมสเตย์ได้
ตัวอย่างโฮมสเตย์ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มของชุมชน และยังคงความเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ชื่นชอบธรรมชาติ ได้แก่
โฮมสเตย์ ที่ จ.พังงา “ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนเกาะยาวน้อย” ซึ่งอยู่กลางอ่าวพังงา มีธรรมชาติที่งดงาม อาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้าน เพื่อฟื้นฟูสัตว์น้ำ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวดูวิธีการปฏิบัติชมรมจึงรจัดตั้งกลุ่มโฮมสเตย์ขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาพัก และได้สัมผัสเรียนรู้กิจกรรมของชุมชนฯ และเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยมีกิจกรรมมากมาย ได้แก่ นั่งรถเที่ยวรอบเกาะ ชมการทำเกษตร กรีดยาง การทำประมง/ออกเรือของชาวบ้าน การแสดงศิลปะพื้นบ้าน พายเรือแคนนูชมป่าชายเลน ปลูกป่า ดำน้ำดูปะการัง ฯลฯ
โฮมสเตย์ ที่ จ.จังหวัดสมุทรสงคราม “ชุมชนบ้านปลายโพงพาง อัมพวา” เกิดจากแนวคิดการพัฒนาชุมชน ของผู้ใหญ่ในชุมชน โดยรวบรวมอาสาสมัครในหมู่บ้านมาเป็นเจ้าบ้าน มีกิจกรรมหลากหลายให้นักทองเที่ยวได้ร่วมทำ ได้แก่ ทำบุญตักบาตรพระในเรือ ไหว้พระตามวัดในชุมชน ชมการแสดงหุ่นกระบอก ชมบ้านแมวไทย ฝึกพายเรือแบบชาวบ้าน ชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง ชมการทำเกษตร (สวนมะพร้าว สวนส้มโอ สวนลิ้นจี่ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม และชิมรสชาติหวาน อร่อยของผลไม้ไทยๆ) และที่พลาดไม่ได้ คือ การทำน้ำตาลปึกจากมะพร้าวของชาวบ้าน ทั้งนี้ ชุมชนมีตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
โฮมสเตย์ ที่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา “โฮมสเตย์ชุมชนบ้านบุไทร” ด้วยภูมิประเทศที่สวยงามมีอากาศเย็นสบายตลอดปี และไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก อีกทั้ง ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งอุทยาน ภูเขา น้ำตก ฯลฯ ทำให้วังน้ำเขียวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่คนไทยนิยมเดินทางเข้าไปอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเสริมสำหรับนักท่องเที่ยวนอกเหนือจากการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ยังมีการเที่ยวชมการทำอาชีพด้านการเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลูกผักปลอดสารพิษ สวนผลไม้ เรือนเพาะเห็ด และสวนดอกไม้หลายชนิด ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเก็บผลผลิตเองได้จากต้นสดๆ
โดยสรุป ด้วยทิศทางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวของไทย ที่มีปัจจัยเกื้อหนุนจากความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ประกอบกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ที่แสวงหาแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตชาวบ้านในชุมชน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จึงช่วยเอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจโฮมสเตย์ในภูมิภาคต่างๆของไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความสนใจลงทุนทำธุรกิจบริการที่พักแก่นักท่องเที่ยว โดยมีพื้นที่ในทำเลซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอยู่เสมอ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นในด้านวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น การลงทุนทำธุรกิจโฮมสเตย์จึงเป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ แต่ด้วยแนวโน้มในปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มหันมาตระหนักถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กันมากขึ้น ทำให้การทำธุรกิจโฮมสเตย์ อาจปรับเปลี่ยนเป็นแนวประยุกต์ เพื่อให้มีความทันสมัย แต่ต้องยังคงความเป็นวิถีของชุมชนเดิมไว้ โดยใช้ไอเดียการตกแต่งที่แปลกและแตกต่าง เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่
แหล่งที่มาข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรมการท่องเที่ยว, www.tripsthailand.com
การท่องเที่ยว TOURISM
วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556
สภาวะการแข่งขัน...จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค ของธุรกิจโฮมสเตย์
นอกจากผู้ประกอบการจะเล็งเห็นถึงความน่าสนใจของธุรกิจโฮมสเตย์แล้ว ยังควรต้องคำนึงถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน และการวางแผนธุรกิจในระยะยาว ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปไว้ในเบื้องต้น ดังนี้
Threats
การดำเนินธุรกิจโฮมสเตย์ อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจัดเป็นหัวใจหลักของธุรกิจโฮมสเตย์ แต่เมื่อมี
นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในชุมชนเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลงได้ อีกทั้ง ยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศในระยะยาว หากชุมชน ชาวบ้าน และผู้ประกอบการ ขาดจิตสำนึกในการร่วมกันดูแล
ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนา ระหว่างเจ้าบ้าน และผู้เข้าพัก/นักท่องเที่ยว ซึ่งมีความละเอียดอ่อนมาก อาจสร้างความขัดแย้ง หรือเกิดความเข้าใจผิดต่อกันได้
Opportunities
กระแสการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่กำลังกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ช่วยหนุนธุรกิจที่พักรูปแบบโฮม-สเตย์ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ที่ต่างผลักดันรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมด้วย
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่นิยมแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และต้องการเป็นผู้บุกเบิกตามแหล่งที่พัก ร้านค้า และร้านอาหาร ฯลฯ (ตามกระแสแชะ ชม แชร์) ที่ก้าวมาพร้อมๆกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารยุคปัจจุบัน
ธุรกิจโฮมสเตย์สามารถขยายสู่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้าพักในรูปแบบพำนักระยะยาว (Long Stay) กลุ่มที่ต้องการพักฟื้น/ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ (กลุ่มท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ) รวมทั้งมุ่งเน้นส่งเสริมกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
Weaknesses
เนื่องจากธุรกิจโฮมสเตย์ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงาน ที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้าน ซึ่งบางแห่งยังขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
ปัญหาด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศ เมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเข้าพัก ในกรณีที่เป็นธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มชุมชมและชาวบ้านดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศแก่บุคลากรในชุมชน
ธุรกิจโฮมสเตย์ยังมีฐานลูกค้าค่อนข้างน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานในลักษณะกลุ่มครอบครัว หรือกลุ่มชาวบ้านในชุมชน ดังนั้นจำเป็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจโฮมสเตย์จะต้องเริ่มวางแผนให้ครอบคลุม ตั้งแต่การวางระบบการจองที่พัก การจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เข้าพัก และการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าเดิมไว้ ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆให้กว้างขวางขึ้น
ความไว้วางใจของผู้เข้าพักที่มีต่อสถานที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ โดยเฉพาะในแห่งที่นักท่องเที่ยวไม่เคยไปพัก ซึ่งอาจไม่แน่ใจในด้านความปลอดภัยของสถานที่ และบริการในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การสร้างประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาพัก และมีการนำไปบอกต่อในหมู่ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิผล
ความไม่สะดวกด้านการเดินทางเข้าสู่ชุมชนบางแห่งที่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมสายหลัก จึงต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว
Strengths
ความอุดมสมบูรณ์และหลากหลาย ของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย ส่งผลให้แต่ละพื้นที่มีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน
ความโดดเด่นของเอกลักษณ์ความเป็นไทย ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่น การดำเนินวิถีชีวิตของผู้คน ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึกนักท่องเที่ยวซึ่งใช้วัสดุในท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ล้วนช่วยเกื้อหนุนธุรกิจโฮมสเตย์ของไทยให้เติบโต และกระจายตัวไป
ในทุกภูมิภาค
อุปนิสัยที่ยิ้มแย้ม เป็นมิตร และมีไมตรีจิตของคนไทย ช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนเสมอ
ประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านค่าครองชีพที่ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน จึงเกื้อหนุนต่อการพำนักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Long Stay) ซึ่งบางกลุ่มจะเลือกพักตามโฮมสเตย์ในท้องถิ่น เนื่องจากมีความสงบ เป็นส่วนตัว และความเป็นธรรมชาติ
Home Stay สไตล์ประยุกต์ (Start-up business)
Home Stay สไตล์ประยุกต์ (Start-up business)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
กุมภาพันธ์ 2555
โฮมสเตย์มาตรฐานไทย หมายถึง บ้านที่อยู่ในชุมชนชนบท ที่มีประชาชนในชุมชนเป็นเจ้าของ และเจ้าของบ้านหรือสมาชิกในครอบครัวพักอาศัยอยู่ประจำ หรือใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในบ้านดังกล่าว โดยเจ้าของบ้านเปิดบ้านต้อนรับ ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน สามารถเข้ามาใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันกับเจ้าบ้าน เสมือนเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน รวมทั้งมีการถ่ายทอดวีถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมในท้องถิ่น ให้แก่ผู้มาเยือนอย่างเต็มใจ โดยมีการจัดหาที่พัก อาหาร และสิ่งจำเป็น ให้ตามความเหมาะสม ขณะที่ผู้เข้าพักเองก็จะให้ค่าตอบแทนตามสมควรแก่เจ้าบ้าน
เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การให้บริการที่พักอาศัยแก่นักท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ที่แท้จริง มีดังนี้
เจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวต้องถือว่า การทำโฮมสเตย์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นเพียงการหารายได้เสริมแก่ครอบครัว
มีการดัดแปลงพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เหลือใช้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถพักค้างแรมภายในบ้านหลังเดียวกับที่เจ้าของบ้านอาศัยอยู่ ทำให้มีความใกล้ชิดและมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมตลอดจนวิถีชีวิตระหว่างกัน
สมาชิกในครอบครัวมีความยินดีและเต็มใจต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ด้วยความอบอุ่นและมีไมตรีจิต
เจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวให้ความร่วมมือกับชุมชนในการจัดการโฮมสเตย์ ด้วยการเป็นสมาชิกของกลุ่มชมรม หรือสหกรณ์ ที่ร่วมกันจัดการโฮมสเตย์ของชุมชนนั้นๆ
ในปัจจุบัน การให้บริการที่พักนักท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนไปจากลักษณะการให้บริการแบบดั้งเดิม หรือเรียกได้ว่า เป็นการให้บริการโฮมสเตย์ในแนวประยุกต์มากขึ้น โดยไม่ได้เกิดจากการรวมกลุ่มกันของชุมชนและเพื่อมีรายได้เสริมให้ครอบครัวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการที่มีผู้สนใจลงทุนในเชิงธุรกิจ ซึ่งมีอาชีพหลักด้านอื่นอยู่แล้ว หรือเป็นเจ้าของสวนผลไม้ สวนดอกไม้ ผักสวนครัวปลอดสารพิษ และมีอาณาบริเวณเหลือเพียงพอที่จะสร้างบ้านพักขึ้นมาไว้รับรองนักท่องเที่ยว หรือมีบ้านหลังที่ 2 ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือมีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยว โดยออกแบบที่พักให้มีความสะอาด สวยงาม และน่าอยู่มากขึ้น ตามไอเดียในการตกแต่งของแต่ละบุคคล หรืออาจตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น และเพิ่มเติมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอื่นๆ อาทิ มีสถานที่จอดรถ และมีสัญญาณ Wi-Fi ภายในบริเวณที่พัก เป็นต้น รวมทั้งมีแผนการตลาดที่ชัดเจน เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อคืนทุนที่ลงไปได้โดยเร็ว ธุรกิจลักษณะนี้จึงเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทั้งในวัยนักศึกษา วัยทำงาน และครอบครัว ที่สนใจกิจกรรมการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศ ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน อยากใช้เวลาว่างเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนในสถานที่สงบมีความเป็นธรรมชาติ และเป็นส่วนตัว รวมทั้งมองหาที่พักที่มีสไตล์แปลกใหม่ และตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการธุรกิจโฮมสเตย์แนวประยุกต์ ควรตระหนักอยู่เสมอก็คือ ธุรกิจบริการโฮมสเตย์จะต้องไม่บิดเบือนความเป็นวิถีชิวิตดั้งเดิมของชุมชนนั้นๆ
วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ท่องเที่ยวอุ่นใจด้วยประกันการเดินทาง
อุ่นใจด้วยประกันการเดินทาง
ใครจะรู้ล่ะ ว่าระหว่างเดินทาง คุณจะเจอเรื่องราวไม่คาดฝันหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ ท้องเสียกะทันหัน โรคประจำตัวกำเริบ ไปจนถึงกระเป๋าหาย หรือบางทีเลวร้ายที่สุดคือเครื่องบินตก
ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมไม่หา “ประกันการเดินทาง” ช่วยคุณให้อยู่ห่างความเสี่ยงมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเที่ยวที่ไหนในโลก “ความปลอดภัย” เป็นสิ่งแรกที่ทุกคนควรคำนึงถึง ต่อให้ปลายทางงดงามเย้ายวนแค่ไหน แต่หากระเบิดตูมตามกันเป็นว่าเล่นหรือแผ่นดินไหววันเว้นวัน แบบนี้มองเห็นความเสียวและความเสี่ยงอยู่แค่เอื้อม
เลิกกังวลเถอะ เครียดเปล่าๆ ถ้าแต่ละก้าวของการท่องโลก คุณต้องแบกความกังวลไปเที่ยวด้วย หันหน้าไปพึ่ง “ประกัน” ดีกว่า
แค่ได้ยินคำว่าประกัน หลายคนเริ่มเบือนหน้าหนี แล้วคิดไปพลางว่าแค่เก็บสตางค์ไปเที่ยวแต่ละทริปก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้ว นี่ยังจะให้มาจ่ายค่าประกันอีกหรอ
หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ของทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ ประกันก็มีทั้งมิติของ “ค่าใช้จ่าย” และยังมีข้อดีที่ “ช่วยลดภาระ” แต่แง่มุมของค่าใช้จ่ายมักโดดเด่นกว่าด้านที่ช่วยลดภาระเสมอ
เอาเป็นว่า จะมองมุมไหนก็คงแล้วแต่คุณเอง และขึ้นกับจุดหมายปลายทางที่คุณจะไป เช่น ถ้าคุณกำลังจะเดินทางไปเที่ยวปากีสถาน ซึ่งบางพื้นที่ เช่น ตามชายขอบ แม้จะสวยงามจับใจแต่อันตรายก็อยู่แค่เอื้อมเหมือนกัน เพราะเป็นเขตที่ยังมีการสู้รบกันอยู่เป็นพักๆ แบบนี้ก็ควรจะซื้อประกันให้อุ่นใจไว้ดีกว่า
หรือถ้าหากคุณมีอาการเจ็บออดๆ แอดๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้แพ็กกระเป๋า แบบนี้ส่อเค้าว่าระหว่างเดินทางคุณอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ามาแนวนี้ก็เหมือนกันคือ ทำประกันไว้ดีกว่า เพราะถ้าถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อต้องเข้าแอดมิทในโรงพยาบาลแล้วละก็ จะได้มีคนช่วยลดภาระให้กับคุณ เพราะเรื่องหยูกยาค่าหมอในต่างประเทศนั้นแพงมาก โดยเฉพาะประเทศในโซนตะวันตก
มีนักเดินทางแถวหน้าของเมืองไทยคนหนึ่ง ด้วยหน้าที่การงานทำให้เธอต้องเดินทางไปต่างประเทศชนิดเดือนเว้นเดือน เลยซื้อประกันทั้งปีไปเลย ปรากฏว่ามีทริปหนึ่งเธอต้องไปประเทศนอร์เวย์ เหตุการณ์ไม่คาดฝันคือเกิดปวดท้องฉับพลัน ทั้งที่ก่อนเดินทางไม่ได้เกิดอาการอะไรมาก่อนเลย และปรากฏว่าหมดต้องทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน โชคดีที่เธอทำประกันคุ้มครองเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้นเธอต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเที่ยวนี้ 3-4 แสนบาทเลยทีเดียว
ถึงแม้นโยบายการเดินทางของคุณจะยึดความคุ้มค่า ประหยัดและเขียมเค็มแค่ไหนก็ช่าง แต่เรื่องของความปลอดภัยไม่เข้าใครออกใครจริงๆ
ทุกวันนี้ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางกับบริษัททัวร์ ต้นทุนในการทำประกันมักรวมอยู่ในค่าแพ็กเกจทัวร์อยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นนักเดินทางอิสระ ส่วนใหญ่มักมองข้ามการทำประกัน เพราะเห็นว่าเปลืองเงินและเชื่อมั่นว่าได้ดูแลและระวังตัวเป็นอย่างดีไม่มีประมาทอยู่แล้ว นอกเสียจากโดนสถานทูตของประเทศนั้นๆ (โดยเฉพาะยุโรป) บังคับว่าต้องยื่นเอกสารการทำประกันอุบัติเหตุการเดินทางประกอบการขอวีซ่าด้วย จึงต้องยอมทำอย่างจำใจ
ถ้ายังไม่สะดวกและยังเห็นว่าส่วนนี้ไม่จำเป็น ก็ขอแนะนำว่าให้ท่องเที่ยวโดยไม่ประมาท รู้วิธีเที่ยวอย่างถูกต้องเหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
หากหลีกเลี่ยงการทำประกันไม่ได้ ก็ลองมาหาวิธีการทำประกันแบบคุ้มค่ากันดีกว่า เช่น ถ้าคุณแบกเป้ไปเที่ยวอินเดีย เนปาล หรือจีน ประเทศพวกนี้ไม่มีการบังคับให้คุณซื้อประกันอุบัติเหตุการเดินทางอยู่แล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่หันเหไปฝั่งยุโรปละก็ สถานทูตกำหนดให้คุณต้องซื้อประกันอุบัติเหตุการเดินทางที่มีวงเงินคุ้มครอง 1.5-3 ล้านบาท ไม่อย่างนั้นวีซ่าที่วาดหวังก็อาจจะไม่ได้มาประทับบนพาสปอร์ต
เมื่อจำเป็นต้องซื้อ ก็ไม่ใช่ว่านึกอยากจะซื้อกับบริษัทประกันอะไรก็ได้ เพราะบริษัทประกันบางแห่งไม่ได้รับการยอมรับจากสถานทูต เท่ากับว่าคุณเสียสตางค์ซื้อฟรีๆ เปล่าๆ
ไม่อยากมานั่งเซ็งทีหลัง โทรศัพท์ไปเช็คที่สถานทูตในประเทศที่คุณกำลังจะขอวีซ่า ว่ามีบริษัทประกันอะไรบ้างที่สถานทูตให้การรับรอง
เมื่อรู้แล้วว่าบริษัทประกันอะไรบ้างที่สถานทูตรับรอง คราวนี้ก็ยกหูโทรศัพท์ไปซื้อประกันอุบัติเหตุการเดินทางจากบริษัททัวร์ที่คุณใช้บริการอยู่เป็นประจำ หรือบริษัทที่คุณซื้อตั๋วเครื่องบินจากเขานั้นแหละ เผื่อว่าซื้อหลายอย่างเขาจะลดราคาให้อีก
บริษัทประกันแต่ละแห่งคิดเบี้ยประกันราคาไม่เท่ากัน ทั้งที่วงเงินคุ้มครองเท่ากัน และวันเดินทางเท่ากัน ฉะนั้น ถึงแม้เป็นเงินไม่มาก แต่ก็ต้องสอบถามจากหลายบริษัทแล้วเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจซื้อ
มีอีกข้อหนึ่งที่คุณควรจะซักถามให้ละเอียด คือ ประกันที่ว่าคุ้มครองทั่วโลก ยกเว้นที่ไหนบ้าง เรื่องพวกนี้ต้องซักถามให้ละเอียด จะได้ไม่เข้าใจผิดทีหลัง เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว ประกันที่บอกว่าคุ้มครองทั่วโลกยังมีข้อยกเว้นที่เราควรรับรู้ไว้ก่อน เช่น เขาไม่คุ้มครองอิรัก ปากีสถาน ซีเรีย อุซเบกิสถาน และอีกหลายประเทศ แม้แต่พม่าบางบริษัทยังระบุว่าคุ้มครองเฉพาะในย่างกุ้งเท่านั้น ถ้าออกนอกเขตไม่คุ้มครอง
เมื่อตกลงปลงใจซื้อกับบริษัทไหน ก็บอกบริษัททัวร์ถึงประเทศและจำนวนวันที่คุณเดินทาง รวมถึงวงเงินความคุ้มครองที่สถานทูตกำหนด ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าซื้อบนกรมธรรม์ประกันตรงตามพาสปอร์ต บอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้รับผลประโยชน์เป็นภาษาอังกฤษไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เผื่อว่าเป็นอะไรไปเขาจะได้จ่ายสตางค์ให้ถูกคน
จำนวนวันเดินทางและวงเงินความคุ้มครองมีผลต่อราคาประกันให้แพงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเดินทางหลายวันหรือวงเงินคุ้มครองยิ่งสูงค่าประกันก็ยิ่งแพง ฉะนั้น ต้องเลือกอย่างละเอียดและให้คุ้มค่ามากที่สุด แนะว่า ถ้าจะซื้อประกันการเดินทาง ซื้อผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ดีกว่า ราคาจะถูกกว่าซื้อผ่านตัวแทนขาย
เอาเข้าจริงๆ แล้วต้นทุนการทำประกันนั้นไม่ได้แพงระยับจนรับไม่ได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงทำประกันภัยตัวเอง และทรัพย์สินเอาไว้ทุกครั้งที่เดินทางก็ดีไม่น้อย ไม่ใช่เลือกเฉพาะประเทศที่เสี่ยงถึงจะทำ
ก่อนจะเดินทาง ศึกษารายละเอียดของความคุ้มครองแล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น กรณีที่ถ้ากระเป๋าเราเกิดสูญหายขึ้นมา หรือมาถึงล่าช้าคุณอาจใช้สิทธิ์ของเคลมได้
ข้อสำคัญก่อนออกเดินทางจดเบอร์โทรศัพท์หรือศูนย์ฮอตไลน์ของบริษัทประกันเอาไว้ด้วย เผื่อต้องใช้ฉุกเฉินจะได้ทันการ
แม้ว่าจะวางแผนไว้อย่างรัดกุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงอนาคต ว่าจะมีอะไรผิดแผกแทรกตัวขึ้นกลางทริปของคุณหรือไม่ สร้างความอุ่นใจไว้ด้วยประกันก็ดีไม่น้อย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
เครดิตจากเวปไซด์ สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว
วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556
เรื่องราวของการขอวีซ่า (About VISA)
เครดิตข้อมูลจากเวปไซด์ travel.kapook.com
เรื่องราวของการ...ขอวีซ่า (Visa)
เราต่างก็รู้ดีว่าการไปต่างประเทศต้องขอ "วีซ่า" แล้ววีซ่าคืออะไร...เราต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้วีซ่า? วันนี้ อาจารย์ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีข้อควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น แต่การเดินทางไปต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนในประเทศ เพราะมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องรู้และทำความเข้าใจเพิ่มเติม
เมื่อคุณจะเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่จำเป็นต้องใช้คือ...
วีซ่า เป็นหลักการเดียวกันของนานาประเทศทั่วโลก ที่ได้ถือปฏิบัติร่วมกันว่า ก่อนที่คนของประเทศหนึ่งจะเดินทางไปยังอีกประเทศหนึ่ง บุคคลที่จะเดินทางไปประเทศอื่นจะต้องขอวีซ่า เพื่อเข้าประเทศจากสถานฑูตของประเทศที่จะเดินทางไปเสียก่อน ซึ่งปลายทางของแต่ละประเทศ ก็จะมีเงื่อนไขและเอกสารหลักฐานประกอบการขอวีซ่าแตกต่างกันไป เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะได้รับการประทับตราวีซ่า หรือติดเป็นสติ๊กเกอร์ให้ในหนังสือเดินทาง ดังนั้น วีซ่าคือหลักฐานการอนุญาตให้บุคคลประเทศอื่นเข้าประเทศ ที่ทำเป็นรอยตราประทับ หรือเป็นแผ่นกระดาษ หรือเป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับบางประเทศที่ได้ทำการตกลง โดยไม่ต้องขอวีซ่าระหว่างกันได้ หรือบางประเทศอาจยกเว้น โดยการอนุญาตให้คนบางสัญชาติเดินทางเข้าไปในประเทศได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่าเลยก็ได้ อย่างเช่นประเทศไทย ก็ยกเว้นให้แก่คนสัญชาติของประเทศที่มีความเจริญ และมีฐานะค่อนข้างดี ที่เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศด้วยระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 30 วันเท่านั้น
มีหลายประเทศที่รัฐบาลไทย ไปทำความตกลงเอาไว้เพื่อให้เดินทางไปมาได้สะดวก และมีอีกหลายประเทศที่เขาอำนวยความสะดวกให้คนไทยเป็นพิเศษ มีอยู่ 22 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย สามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะมีกำหนดระยะเวลาในการพักอยู่ในประเทศแตกต่างกันออกไป ดังนี้
การขอวีซ่าเข้าประเทศในยุโรปนั้น ได้รับการยกเว้น ซึ่งเป็นการตกลงกันของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ในยุโรป เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางเข้าออกระหว่างกัน โดยมีประเทศที่ทำข้อตกลงไม่ต้องขอวีซ่า 26 ประเทศ ดังนี้
ซึ่งทั้ง 26 ประเทศ ทำความตกลงกันโดยการออกวีซ่าพิเศษที่มีชื่อว่า Schengen Visa (เชงเก้น วีซ่า) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ ในการเดินทางเข้ายุโรป ซึ่งคนไทยก็มีสิทธิ์ขอวีซ่าชนิดนี้ โดยผู้ที่มี Schengen Visa สามารถเดินทางเข้าประเทศเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่ากับประเทศอื่น ๆ อีก และสามารถพำนักอยู่ได้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน และการยื่นขอ Schengen Visa จะต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศที่คุณจะไปพำนักอยู่นานที่สุด แต่หากไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ก็ต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศแรกที่จะเดินทางเข้าไป
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การถูกหลอกจากคำโฆษณาตามป้ายหรือใบปลิว โดยเชิญชวนว่าสามารถยื่นขอวีซ่า ให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศได้ทุกกรณี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการผู้คุ้มครองผู้บริโภค มีคำเตือนถึงประชาชนที่ประสงค์จะเดินทางไปต่างประเทศว่า ควรศึกษาเงื่อนไขการยื่นขอวีซ่าของแต่ละสถานฑูตด้วยตนเอง ให้เข้าใจเสียก่อน ทางที่ดีไปยื่นขอวีซ่าด้วยตนเองจะดีที่สุด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)